วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Red Ocean, Red Ocean ,White Ocean strategy
Red Ocean(กลยุทธ์ทะเลสีแดง) การแข่งขันธุรกิจที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ล้วนแต่ถูกจัดให้เป็น Red Ocean ทั้งสิ้น เนื่องจากบริษัทในอุตสาหกรรมแต่ละรายก็จะมุ่งเน้นจะเอาชนะคู่แข่งอื่นๆ เพื่อที่จะแย่งชิงลูกค้ามาให้ได้มากที่สุด และทำให้ได้กำไรมากที่สุด และแนวทางที่สำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ก็คือ จะต้องดูว่าคู่แข่งของเราทำอะไรบ้าง สินค้าและบริการของคู่แข่งเป็นอย่างไร เมื่อคู่แข่งออกสินค้าหรือบริการอะไรใหม่ออกมา เราก็จะต้องทำตามและออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่ง และเมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก็จะมีลักษณะที่เหมือนกัน หาความแตกต่างได้ลำบาก และนำไปสู่การแข่งขันทางด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งก็จะไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์หรือเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน คู่แข่งทุกเจ้าในอุตสาหกรรมก็จะเกิดการบาดเจ็บเป็นแผล และเลือดไหลซิบๆ ซึ่งก็คือชื่อที่มาของ Red Ocean นั่นเอง ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป
ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ ที่แข่งขันกันสูงมากในปัจจุบัน ทั้งผู้จำหน่าย และผู้ให้บริการเครือข่าย หรือรถยนต์ เป็นต้น

Blue Ocean (กลยุทธ์ทะเลสีน้ำเงิน) หลักการของ Blue Ocean นั้นจะไม่มุ่งเน้นที่จะตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอยู่ แต่จะเน้นในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ (Demand Creation) โดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับคู่แข่งเดิมๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เป็นการสร้างความต้องการของลูกค้า และอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าทั้งต่อองค์กรเองและลูกค้า โดยลูกค้าก็จะได้รับคุณค่าที่ก่อให้เกิดความแตกต่าง ในขณะที่องค์กรก็จะลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเติบโตขององค์กร
ตัวอย่างที่เห็นในบ้านเรา ก็อย่าง โออิชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งอาหารญี่ปุ่นตามบ้าน หรือที่เรียกว่า Delivery หรือสายการบินต้นทุนต่ำ (ตอนนี้กลายเป็น Red ไปแล้ว) หรือในอนาคตอาจจะเป็นพาหนะที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน
เครื่องสำอาง Body Shop ได้ใช้กลยุทธ์ Blue Ocean ในการขายเครื่องสำอางค์ของตนเอง นั่นคือแทนที่จะมุ่งเน้นทำเหมือนคู่แข่งขันรายเดิมๆ ที่อยู่ในธุรกิจเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม หรือการสร้างภาพลักษณ์ของเทคโนโลยีชั้นสูง หรือการใช้ดาราหรือนางแบบชื่อดังมาโฆษณา หรือการตั้งราคาที่สูง สิ่งที่ Body Shop นำเสนอคือคุณค่าที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาดเครื่องสำอาง แต่จะเน้นการใช้ส่วนผสมตามธรรมชาติ และการดำรงชีวิตแบบมีสุขภาพที่สมบูรณ์ และพยายามนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ ให้ลูกค้า เป็นการสร้าง Blue Ocean ขึ้นมา แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ Red Ocean แบบเดิมๆ

White Ocean(กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว) กลยุทธ์ใหม่ที่กำลังมาแทนที่ บลู โอเชียน (Blue Ocean) เพราะหัวใจของกลยุทธ์ "สีขาว" คือการสร้างตลาดให้เติบโตอย่าง "ยั่งยืน" การจับเอาเรื่องนามธรรม อาทิเช่น คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ศาสนา เอามาใช้เป็นตัวนำในการบริหารธุรกิจมากขึ้น อาทิเช่น การตอบแทนสังคม โอกาสและความอุดมสมบูรณ์ หากองค์กรร่ำรวยขึ้นมา ก็เป็นผลมาจาก “สังคม” การมีอยู่ขององค์กรจึงไม่ใช่เพื่อตัวองค์กรเอง ไม่ใช่อยู่เพื่อทำกำไรสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือกอบโกยผลประโยชน์ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ต้องเป็นไปเพื่อสร้างผลกำไร สร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับส่วนรวม

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

SWOT Analysis

Swot analysis คือ อะไร ท่านคิดว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง พร้อม ยกตัวอย่าง

SWOT Analysis คือ...
การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (SWOT Analysis) เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ สำหรับองค์กร หรือโครงการ ซึ่งช่วยผู้บริหารกำหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศักยภาพจากปัจจัยเหล่านี้ต่อการทำงานขององค์กร

S มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรือจุดแข็ง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในบริษัท เช่น จุดแข็งด้านส่วนประสม จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต จุดแข็งด้านทรัพยากรบุคคล บริษัทจะต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด
ยกตัวอย่างเช่น :
- งานที่เราถนัด ทำแล้วมีความสุข
- งานที่โดดเด่น ชุมชนชื่นชอบ
- อะไรที่ชุมชนมีความต้องการให้เราทำซ้ำอีก
- ทรัพยากร และเครื่องมือที่เรามีความพร้อม

W มาจาก Weaknesses หมายถึง จุดด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ของบริษัท ซึ่งบริษัทจะต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานั้น
ยกตัวอย่างเช่น :
- งานที่เราไม่สบายใจที่จะทำ
- ความต้องการที่จะรับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน หรือทักษะบางอย่างที่เรายังไม่มั่นใจ
- ขาดทรัพยากรในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

O มาจาก Opportunities หมายถึง โอกาส ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภายนอกของบริษัทเอื้อประโยชน์หรือส่งเสริมการดำเนินงานขององค์กร โอกาสแตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายใน นักการตลาดที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้น
ยกตัวอย่างเช่น :
- โอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่จะทำให้เราประสพความสำเร็จ
- มีเครื่องมือใหม่ที่ได้รับการสนับสนุน
- มีช่องว่างทางการตลาดที่เรามองเห็น
- เครือข่ายมีศักยภาพทำให้งานสำเร็จได้ง่ายขึ้น

T มาจาก Threats หมายถึง อุปสรรค ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จริง
ยกตัวอย่างเช่น :
- ใครคือคู่แข่งขันที่ทำได้ดีกว่าเรา
- ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยน จะทำให้แผนโครงการเรามีปัญหา
- ความขัดข้องที่จะเกิดจากเราเอง

กิจกรรมช้าง

กิจกรรมช้าง ท่านมีกลยุทธ์ในการทำอย่างไร จงบอกขั้นตอน พร้อมอธิบายว่าท่านจะประยุกต์ดังกล่าว กับเรื่องอะไร เพราะเหตุใด
มีหลัก วิธีการ และแนวทางในการทำกิจกรรม ดังนี้

1. การวางแผน หมายถึง การจัดวางโครงการแผนการปฏิบัติงานและวิธีการปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องทำอะไรบ้างและทำอย่างไรเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
2. การจัดการงาน หมายถึง การกำหนดโครงสร้างของงาน การแบ่งส่วนงาน การจัดสรรงานตำแหน่งต่าง ๆ และกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน
3. การจัดตัวบุคคล หมายถึง การบริหารงานด้านบุคลากร ได้แก่ การจัดอัตรากำลัง การสรรหา การเลื่อนขั้น การพัฒนาบุคลากร เลื่อนตำแหน่ง การส่งเสริมขวัญและกำลังใจ สวัสดิการ การเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น
4. การอำนวยการ หมายถึง การวินิจฉัยสั่งการ ควบคุม บังคับบัญชา การควบคุมการปฏิบัติงาน และควบคุมดูแลการปฏิบัติของผู้บริหารในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน
5. การประสานงาน หมายถึง การประสานกิจการด้านต่าง ๆ ของงาน เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีและนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
6. การติดตามงาน หมายถึง การปรับปรุงแก้ไขถ้าพบข้อบกพร่อง

ประยุกต์ กับการจัดการธุรกิจในการวางแผนกลยุทธ์ของธุรกิจการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ช่วยตรวจสอบความเป็นไปได้ ช่วยทำให้การกำหนดวัตถุประสงค์ของงานมีความชัดเจน ช่วยในการกำหนดปัญหาและอุปสรรค เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้ตามขั้นตอน

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

50119165 น.ส.จุฑามาศ รักเสมอวงศ์
1. อ่านบทความการประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร
==> ความคิดเห็นการประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน
กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีแง่ดีหลายๆด้านคือ
เป็นการประหยัดในแง่ของการลดใช้กระดาษซึ่งเป็นการลดปัญหาโลกร้อนไปด้วย
พัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงขึ้นและมีการการประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนและผู้สอนให้ความรู้ได้ตลอดเวลา เช่น การใช้ twitter ในการกำหนดคำถามเพื่อให้นักศึกษาเข้าไปอ่านเพื่อตอบคำถามไว้ใน blog ของนักศึกษา และผู้สอนสามารถติดตามคำตอบของผู้เรียนได้โดยสามารถตรวจสอบว่าผู้เรียนคนใดเข้ามาในระบบเวลาใดก่อนหลัง ซึ่งสามารถใช้ประเมินผลความสนใจของผู้เรียนได้
แต่ในการเรียนการสอนแบบนี้ผู้สอนและผู้เรียนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสมัครเพื่อขอใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อที่จะสามารถติดต่อสื่อสารได้และยังผู้ใช้งานทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือในการใช้งาน คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เงินงบประมาณในการจัดหา
ดังนั้นการใช้เครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนอาจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียเพื่อให้การประยุกต์ดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งผู้สอนและผู้เรียนควรจะต้องเพิ่มทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับการใช้เครือข่ายสังคมคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

2. ให้อ่านแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (พ.ศ.2552-2556) ให้เสนอโครงการที่จะทำที่สอดคล้องกับICT
==>โครงการสารสนเทศและการสื่อสารความเร็วสูงที่มีการกระจายอย่างทั่วถึง
มีบริการที่มีคุณภาพ และราคาเป็นธรรมสามารถใช้ในการเข้าถึงความรู้ สร้างภูมิปัญญา และภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างเช่น การสื่อสารในมหาลัยนั้น ถ้ามีการสื่อสารล่าช้า ทำให้เกิดการล่าช้าของการเรียนการสอนทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน จึงมีความสนใจโครงการสารสนเทศและการสื่อสารความเร็วสูงที่มีการกระจายอย่างทั่วถึง เพื่อการพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้พัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงขึ้น

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

50119165 นางสาวจุฑามาศ รักเสมอวงศ์IT ปี 3

<1.> คำถาม คือ ให้นักศึกษาวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อย (จุดควรพัฒนา) ด้าน ICT ของ ม.อุบลฯ อย่างละ 10 ข้อ พร้อมเสนอข้อแนะนำด้าน ICT 10 ข้อ
ICT ย่อมาจาก Information and Communication Technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสาร

จุดเด่น

1. ICT เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในลักษณะของการลดต้นทุนแรงงานคนในมหาลัย
ลดปริมาณเอกสารในระหว่างการดำเนินงานได้มาก
2. พัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเกิดการศึกษาในรูปแบบใหม่ กระตุ้นความสนใจแก่ผู้เรียน โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการสอน
3. ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้นไม่ซ้ำซากจำเจผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยระบบที่เป็นมัลติมีเดีย
4. การติดต่อเชื่อมโยงระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับข้อมูล และข้อมูลกับข้อมูล
5. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และ การสร้างองค์ความรู้ภายในองค์กร ซึ่งจะทำให้องค์กรนั้นสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันได้
6. เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ทำได้ตลอดเวลา
7. มีความร่วมมือระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอน
8. นำศักยภาพของสื่อ ICT มาช่วยเสริมกระบวนการเรียนรู้
9. ติดต่อกับแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งในและนอกมหาลัย สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เชื่อมโยงมหาลัยเข้ากับชุมชน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
10. ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดด้อย (จุดที่ควรพัฒนา)
1. Internet ช้า
2. มีการดัดแปลงเปลี่ยนแปลงข้อมูลขอผู้อื่นมาเป็นของตนเอง
3. ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ทุกคน เพราะเกิดการแชร์internet ทำให้ internetช้า แระไม่สามารถทำงานพร้อมกันได้ ต้องแบ่งกันทำทีละกลุ่ม
4. แหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาไม่ได้ขีดวงจำกัดอยู่ในมหาลัยเท่านั้น
5. ผู้เรียน และผู้สอน จะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทั้งด้านอุปกรณ์ ทักษะการใช้งาน
6. ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
7. คอมพิวเตอร์ไม่มีการดูแลรักษาในบาง Lab ทำให้ไม่พอต่อการใช้งาน คอมพิวเตอร์ไม่รองรับกับจำนวนนักศึกษาที่เข้าใช้งาน
8. การประเมินความสามารถของผู้เรียน การเพิ่มการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน คือผู้เรียนสามารถติดตามผลการเรียนได้ช้ามาก
9. การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษาสามารถเข้าถึงได้หลายทางทำให้ข้อมูลไม่มีความปลอดภัย
10. ระบบการรองรับการเข้าใช้งานระบบมีความสามารถในการรองรับการเข้าใช้งานในเวลาเดียวกันน้อย

จุดที่ควรพัฒนา
1. อยากให้การใช้งาน internetที่เร็วขึ้น
2. ควรมีระบบป้องกันข้อมูล
3. ควรมีแหล่งข้อมูลที่ทั่วถึง
4. ผู้เรียน และผู้สอน ควรมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
5. ควรมีเว็บแคมเพื่อมีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ
6. งาน ควรมีการดูแลรักษาตลอดเดือนละ 2 ครั้ง
7. ควรเพิ่มจำนวนคอมพิวเตอร์ให้พอกับจำนวนนักศึกษา
8. ควรมีพัฒนาการประเมินความสามารถของผู้เรียน
9. ควรมีระบบป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละคน
10. ควรมีการพัฒนาระบบรองรับการเข้าใช้งานระบบมีความสามารถในการรองรับการเข้าใช้งานในเวลาเดียวกันได้

<2.>นักศึกษา ดูข้อมูลใหม่ที่ smofit2009.blogspot.com และให้ twit ตอบคำถามต่อไปนี้ "กลยุทธ์ หรือ strategic คือ อะไร " และสร้าง blog ของตัวเอง
è Strategic คือการวางแผนเชิงกลยุทธ์เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ประกอบด้วย ขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานภาพ
ขององค์กร การนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์หรือสังเคราะห์เพื่อนำไปใช้ในการจัดวางทิศทางขององค์กร จากนั้นจึงกำหนดกลยุทธ์ว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ตามทิศทางที่กำหนดไว้
กลยุทธ์ (strategy) หมายถึง วิถีทางหรือข้อกำหนดที่องค์การสมควรปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด ภายใต้ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมภายนอก และขีดความสามารถขององค์การ กลยุทธ์ระบบสารสนเทศ คือ การกำหนดเป้าหมายวัตถุประสงค์ กระบวนการทำงาน ความต้องการสารสนเทศขององค์การ และการเลือกระบบสารสนเทศที่จะนำมาพัฒนา และใช้เป็นแผนแม่บทหรือแผนหลักของการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การ

กลยุทธ์สัมพันธ์กับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
แผน (plan) หมายถึง กรอบวิธีการดำเนินงานตามกลยุทธ์และวัตถุประสงค์
ประกอบด้วย แผนแม่บท (master plan) และแผนปฏิบัติการ (operation plan)
- วิสัยทัศน์ (vision) หมายถึง ทิศทางขององค์การในอนาคต เป็นการมองระยะยาว
- ภารกิจ (mission) ครอบคลุมงานที่องค์การต้องทำเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์
- วัตถุประสงค์ (objective) เป้าหมายหรือจุดที่ต้องการไปให้ถึงโดยกลยุทธ์

การวางแผนกลยุทธ์ต้องตอบคำถาม 3 ประการ
1. ทำ อย่างไรองค์กรจึงจะสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์
2. ทำอย่างไรทุกคนในองค์กรจึงจะทำงานไปในทิศทางเดียวกันตามกลยุทธ์ที่วางไว้
3. จะวัดหรือติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามกลยุทธ์ได้อย่างไร
5 ขั้นตอนสำคัญในการวางแผนเชิงกลยุทธ์
1. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยพิจารณาจุดแข็ง จุดอ่อนโอกาส และอุปสรรค ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2. จัดวางทิศทางขององค์กร โดยกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างชัดเจน
3. กำหนดกลยุทธ์ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จากการวิเคราะห์ทางเลือกด้วยเทคนิคต่าง ๆ
4. ปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ โดยดำเนินงานตามแผนที่กำหนดไว้ คำนึงถึงโครงสร้างขององค์กร และวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จและเกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ
5. ควบคุมเชิงกลยุทธ์ โดยติดตามผลการปฏิบัติงานประเมินผลกระบวนการและประเมินผลสำเร็จขององค์กร

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


1.โกหกเป็นประจำ การโกหกเป็นประจำทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ

2.คิดในทางไม่ถูกต้อง การใช้สมองคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้อย่างแน่ชัด เช่น การคิดหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เช่น การคอร์รัปชัน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยวิธีการที่แยบยล

3.หมกมุ่นอบายมุข การคิดหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น การพนัน คลั่งหวย ฯลฯ ทำให้สมองต้องทำงานหนักทั้งเวลาตื่นและหลับ

4.(เจ้า) คิด (เจ้า) แค้น คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นมงคล สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ

5.เครียด ฟุ้งซ่าน ความ เครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยงและกระตุ้นให้สมองได้ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก

6.ไม่ยอมคิด ตรง กันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก ก็คือคนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อชีวิตอยู่ไปวันๆ
ใครที่ยังไม่อยากทำลายสมองตัวเอง พยายามหลีกเลี่ยงคู่มือนี้นะคะ

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


เวลา “งอน” … คุณมีอาการ แบบนี้หรือเปล่า? “โรคงอน” เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรง ติดต่ออย่างรวดเร็ว ขยายตัวเป็นวงกว้างในแนวราบ ยังไม่พบวัคซีนหรือยารักษา
ผู้ป่วยมีอาการ “หน้างอ” บางรายที่อาการหนัก . . . จะมีอาการหน้าดำ แทรกซ้อนด้วย หูแข็งฟังอะไร ขัดหูขัดใจไปหมด ตาขวาง น้ำลายไหลเล็กน้อยพองาม (. . .จริงอ่ะ) ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน ว่าผู้ใดนำเชื้อมาปล่อย โรคนี้ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูง มือไม้สั่น ผู้ป่วยที่อาการหนัก . . . อาจถึงขั้นชักดิ้นชักงอ
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น . . . ควรสังเกตอาการผู้ป่วย ว่างอนอยู่ในระดับไหน ถ้างอนน้อย ๆ ให้รีบง้อ วิธีการรักษา . . . ผู้พบเห็นทั่วไป ควรเอาใจใส่ ต่อผู้ที่ติดเชื้อในระยะเริ่มแรก จะทำให้อาการไม่ลุกลาม และสามารถรักษาหายได้
สำหรับผู้ป่วยที่อาการหนัก ผู้ง้อ ควรได้รับการฝึกสอน และเป็นผู้ชำนาญการง้อเป็นพิเศษ เพราะผู้ป่วยจิตใจอ่อนแอ . . . เปราะบางแตกหักง่ายเอาใจใส่เป็นพิเศษ
หลังได้รับการรักษา . . . ผู้ป่วยที่หายแล้ว ยังสามารถอาการกำเริบได้ทุกเวลา ผู้ใกล้ชิดต้องให้ความรักและความเข้าใจ หากและความเข้าใจลดน้อยลงเมื่อไหร่ . . . อาการงอนจะกำเริบ
หมายเหตุ . . . พบมากในกลุ่มคนที่มีความสวย และความน่ารัก สำหรับผู้ไม่สวยและไม่น่ารัก . . . จะเรียกอาการเดียวกันนี้ว่า “น่าเบื่อ”

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552



1.ไม่ควรแต่งกายเมืองหนาว
2.เตรียมผ้าเช็ดหน้าไปด้วย
3.เครื่องดื่ม Sponsor จะช่วยได้ในยามเสียเหงื่อ
4.ควรเลือกที่นั่งอยู่เหนือลมป้องกันขี้เถ้าเข้าตา
5. อย่านั่งใกล้ชั้นวางเครื่องดื่มเพราะจะทำให้คุณอาจจะเปลี่ยนจากผู้บริโภคเป็นผู้บริการทันที
6.ไม่ควรนั่งหันหน้าเข้าข้างฝา
7.เพราะการหันหลังคีบหมูกะทะยากมาก
8.ดูฮวงจุ้ยดีๆ คีบถนัด เอื้อมแขนถึง
9.ไม่ควรสั่งเนื้อมากินเพราะเป็นสัตว์ใหญ่
10.ไม่ควรสั่งละมั่งมากินเพราะเป็นสัตว์สงวน
11.แยกหม้อถ้าไม่กินเนื้อ
12.แยกหม้อถ้าไม่กินผัก
13.แยกกันถ้ามันเรื่องมากนัก
14.เตรียมดอกไม้ไปจากบ้านเพราะจะมีเด็กมาขายและทำให้สียเงิน
15. อย่าเอาดอกกุหลาบที่ซื้อมากำละ20ไปจีบสาวโต๊ะข้างๆเพราะเป็นการลงทุนต่ำทั้งเงินและสติปัญญา
16.อย่าจีบเด็กเสิร์ฟขณะยกหม้อมา
17.ไม่ควรเปิดเพลง เจ้าตาก ของคาราบาวระหว่างการกินหมูกะทะเพลงเร็วย่างไม่ทันกิน
18.คีบเนื้อให้มั่นคง
19.เพราะในหม้อหมูกะทะเหมืองสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เนื้อจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
20. หากเนื้อคุณหายให้เอาตะเกียบไปใกล้ๆตะเกียบของเพื่อนร่วมหม้อและคีบเอาเนื้อของมันมา
21.แล้วท่านจะได้เนื้อของท่านคืนมา
22.ไม่ควรกินเหล้าระหว่างการกินหมูกะทะเพราะจะทำให้เมา
23.ถ้าเมาแล้วไม่ควรพยายามขับรถกลับบ้าน
24.หรือขับหมูกะทะกลับบ้าน หรือขับรถกลับหมูกะทะ
25.ถ้าไม่อยากหัวเหม็น เลือกร้านที่โอเพ่นแอร์เท่านั้น
26.ชวนหญิงดูพระจันทร์ในหม้อหมูกะทะจะโรแมนติกมาก
27.นักมวยควรถอดฟันยางก่อนกิน
28.หยุดทำทุกอย่างขณะยกเตามา
29.ไม่จำเป็นต้องกินให้หมดถ้าอิ่ม เพราะไม่ใช่โออิชิ ไม่มีปรับของเหลือ
30.ไม่ต้องปั้นหน้าอร่อยเหมือนพิธีกรรายการ อร่อยบ่ายครายเครียด
31.แยกให้ออกระหว่างหมูกะทะทั่วไปกับหมูกะทะแซบฮัท
32.แยกให้ออกระหว่างหมูกะทะแซบฮัท กับ เดอะหมูกะทะแซบคัมปะนี
33.หลอกเพื่อนไม่กินเนื้อว่านี่คือหมู
34.หลอกเพื่อนไม่กินหมูว่านี่คือผักบุ้ง
35.หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปในหม้อหมูกะทะจะมีกลิ่นอ่อนๆเทอราปีช่วยครายเครียด 26.คนผมยาวรวบผมให้ดี ผมสยายลงในจานเนื้อเหม็นมาก
37.โกนหนวดก่อนจะดี เศษจิ้มจุ่มติดหนวดดูเซ็กซี่เกินไป
38.ไปกินหลายๆคน
39.แล้วแย่งกันกิน
40.ร้านที่กินต้องบุฟเฟ่เท่านั้น
41.ร้านแถวรามก็ดีไปเลย 4
2.แต่อย่าไปเลยถ้าไปกินน้อยกว่า 4คน เพราะจะไม่หนุก
43.เอ่อ...ล้างมือก่อนกิน
44.อ่า...กินเสร็จแล้วล้างมือ
45.อืม...เอ่อ...ยังไงดี
46.อ้อ...การให้ทิป ทำให้พนักงานเสิร์ฟมีกำลังใจสู้ชีวิต
47.อ่า...จะถึง
49ไหมวะเนี่ย
48.แบบว่า...หมูกะทะ หมูกะทะ หมูกะทะถูกเผา มันจะถูกตะเกียบจ๊ากก!! มันจะถูกตะเกียบเจี๊ยก!! คีบหมูซ้าย คีบหมูขวา ร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ <_<>

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

The Dark Love


คุณเคยเห็นคนตาบอดไม๊?

คนตาบอด...ที่เดินไปไหนต่อไหนด้วยกันเป็นคู่

คุณอาจเจอพวกเขาได้ …ในที่ที่มีคนอยู่กันเยอะๆ เช่น ตลาดนัด

พวกเขาไปที่นั่น...เพราะหวังว่า...

คงจะมี คนใจบุญไปเดินอยู่ที่นั่นบ้าง

คนสองคน...ที่จับมือกันค่อยๆ เดินกระเถิบไปด้วยกันทีละนิด..ทีละนิด

เพราะต่างคน… ต่างก็มองไม่เห็นอะไรกันทั้งคู่

นอกจากไม้เท้าคนละอันแล้ว...ในมือพวกเขาถือวิทยุเก่าๆ เครื่องนึง

กับไมค์อีกอีกหนึ่งอัน...ที่ขาดไม่ได้…ก็คือ

ขันอลูมิเนียมอาวุธสำคัญที่ใช้หากินอยู่ทุกวัน

ฉันไม่ คุ้นหู กับเพลงที่เขาร้องนักหรอกแต่ก็ดูว่า…

เขาตั้งใจร้องเหลือเกินและดูเหมือนเขาก็ หวัง ว่าคุณจะต้องชอบมัน

ฉันเห็นเขาจับมือกันวินาทีนั้น...

ทำให้ฉันนึกถึงอะไรบางอย่างที่ผมเคยมองข้ามมาตลอด

คุณเคยนึกถึงความรักของ..คนตาบอด..หรือเปล่า

ตนตาบอดรักกันได้ยังไงนะเพราะคนตาบอด...

ไม่เคยรู้เลยว่า...คนรักของเขา..มีหน้าตาเป็นอย่างไร

อีกฝ่าย..มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรคนตาบอด..

จะรู้จักก็เพียงจิตใจของคนรักของเขาเท่านั้น

เมื่อเขามีความพอใจกันและกันไม่มีเกียรติยศ... ศักดิ์ศรี...

ให้กังวลใจเพราะต่างคนก็ต่างไม่มีสิ่งนี้ต่างคน..

ต่างก็ไม่มีเงินตาสองข้าง

ปิดสนิท....แต่เปิดใจเข้าหากันคนสองคนที่อยู่ด้วยกัน ด้วย "ใ จ" ล้วนๆ

ความรัก....ก็เกิดจากตรงนั้นคนตาบอด

พาคนที่เขารัก ไปด้วยกันทุกหนทุกแห่งคนตาบอด

ไม่เคยกลับบ้านดึกคนตาบอด ออกจากบ้านพร้อมกัน...

และกลับถึงบ้านพร้อมกันพวกเขาเคยแยกกันบ้างหรือเปล่านะ....?

คุณรู้หรือเปล่าคนตาบอด…

จับมือของคนที่เขารักไว้ตลอดทั้งวันคุณเคยทำอย่างเขาบ้างไม๊... ?

ฉันกลับมานึกถึงความรักของคนที่ตาดีหลายๆ คน

มีเกียรติยศ หน้าที่ การงาน ที่ดีเหลือเกินหลายๆ คน

ทั้งหล่อ ทั้งสวย...ทั้งรวย ทั้งฉลาดแต่พวกเราหลายๆ คน

กลับต้องมาเสียใจเพราะความรักหรือว่าพวกเรามองเห็นกัน....

เพื่อจะเรียกร้องสิ่งที่เราต้องการให้มากขึ้น....เอ....

พวกเราคาดหวังอะไรจากคนที่เรารัก....มากเกินไปหรือเปล่านะอนาคตของคนตาบอด..

อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ดูเหมือนเขาจะ...สงสัยก็เพียงแต่ว่าวันพรุ่งนี้...

จะมีคนใจบุญซักกี่คนที่ทำให้พวกเขากลับบ้านด้วยกันอย่างมีความสุข

ตอนที่ฉันเขียนMailนี้อยู่...พวกเขาก็คงนอนหลับกันแล้วขอบคุณตลาดนัด...

ที่ทำให้ฉันเห็นภาพดีๆในวันนี้ขอบคุณตลาดนัด...

ที่ทำให้ฉันเห็นภาพดีๆ ในวันนี้ผมเชื่อว่า...ครั้งหน้า...

ที่คุณเห็นคนตาบอด...


ใจของคุณจะเปิดกว้างขึ้นคุณอาจมองเห็นภาพที่คุณไม่เคยมองเห็นไม่ใช่ด้วยตา...แต่เห็นด้วยหัวใจเหมือนกับภาพที่ฉันได้เห็นในวันนี้...

นิทานใบไม้


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ............ ดอกไม้และใบ้ไม้ยังไม่ได้รวมอยู่บนต้นเดียวกันอย่างเช่นทุกวันนี้ มันต่างก็แยกกันอยู่ .......... อีกทั้งเหล่าใบไม้ก็ไม่ได้มีแต่สีเขียวหากแต่มีหลากหลายสีสัน งดงามนัก แต่ดอกไม้กลับมีเพียงสีขาวเท่านั้น......... ใบไม้รวมอยู่กับ หมู่ใบไม้ด้วยกัน มีแต่ความร่าเริง มีนิสัยรักสนุก ต่างจากดอกไม้ที่อยู่อย่างเงียบเหงา เดียวดาย แม้จะอยู่รวมกันคุยกันกับหมู่ดอกไม้ด้วยกันแต่ดอกไม้แต่ละดอกต่างมีความคิดและวาดฝันเป็นของตัวเอง เธอเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่าง ที่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ...........บ่อยครั้งที่เธอมองไปที่ใบไม้ แล้วนึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของสีสันสวยงามนั้นบ้าง แต่ดอกไม้ดอกเล็กและเสียงเบาเกินกว่าที่จะเรียกใบไม้ให้หันมา กระทั่งวันหนึ่ง...ใบไม้เกิดรู้สึกเบื่อสีสันของตัวเองขึ้นมา อย่างไม่มีเหตุผล พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นดอกไม้น้อย สีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งเข้า ใบไม้ไม่รู้จักสีขาวมาก่อน เขา ไม่รู้ว่าสีขาวเป็นอย่างไร เพราะใบไม้ต่างก็มีสีสันกันทุกใบ........ ใบไม้เกิดหลงใหลในความอ่อนหวานละมุนละไม ของดอกไม้น้อยในทันที แต่ในความอ่อนหวานนั้นดูเหมือนจะมี ความเหงาแฝงอยู่ด้วย ........ ใบไม้จึงเข้าไปถามดอกไม้ว่า "ดอกไม้ เธอช่างมีสีขาวสวยเหลือเกิน แต่ทำไมเธอจึงดู เงียบเหงาอย่างนี้เล่า" ดอกไม้น้อยแหงนมองใบไม้กิ่งใหญ่ แข็งแรงก่อนจะตอบกลับไปว่า "สีขาวซีดอย่างนี้หรือสวย ฉันอยากจะมีสีสันอย่างเธอบ้างจัง มันคงจะทำให้ฉันมีชีวิต ชีวาขึ้นมาก" ใบไม้ได้ฟังแค่นั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็น หน้าที่ของเขาที่จะต้องช่วยเหลือ ดูแล และปกป้อง ดอกไม้ น้อยดอกนี้ เขาจึงบอกเธอไปว่า "มาซิดอกไม้ ฉันช่วยเธอ ได้นะ ถ้าเพียงเธอมาอยู่กับฉันฉันจะทำให้เธอมีชีวิตชีวาขึ้นเอง" ดอกไม้น้อยไม่รอช้ารีบตอบตกลงในทันที เมื่อดอกไม้ไปอยู่กับใบไม้แล้ว ใบไม้ก็ให้การดูแลเธอ อย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเพื่อเธอ ถ่ายทอดออกมา เป็นสีสันสวยงามให้กับดอกไม้ แล้ววันหนึ่งเมื่อดอกไม้น้อย มองลงไปในลำธาร เธอก็เห็นเงาตัวเองเปลี่ยนเป็นดอกไม้ สีสวยที่มีชีวิตชีวา แต่เมื่อหันไปมองที่ใบไม้ เขากลับกลาย เป็นสีเขียวที่ดูอบอุ่นนัก ดอกไม้น้อยถามใบไม้ว่า "ใบไม้ นี่ฉันแย่งสีสันในชีวิตเธอมารึเปล่านะ" ใบไม้ยิ้มแล้วตอบ กลับไปว่า "ไม่หรอก ทุกวันนี้เธอคือสีสันในชีวิตฉัน ฉันไม่ต้องการสีสันอะไรอีกแล้ว ฉันมีเพียงความสบายใจที่ได้ เธอมีความสุข" จากนั้นมา ดอกไม้กับใบไม้ก็อยู่ร่วมกันเป็น ต้นไม้ที่อบอุ่น บนรากของความรัก ที่หยั่งลึกลงไปในผืน ดินของหัวใจ ด้วยเหตุนี้ ใบไม้จึงมีสีเขียว สีเขียวที่มองแล้วให้ความรู้สึก สบายตา เพราะเมื่อเรามองดูสีเขียวเมื่อไรเราจะรับรู้ได้ถึง ความสบายใจของใบไม้ที่เห็นดอกไม้น้อยของเขามีความ สุข ส่วนดอกไม้ขาวที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ อ่อนหวาน ละมุนละไมนั้น ดอกไม้คงไม่อยากให้ความรู้สึกเหล่านี้หาย ไป จึงยังคงมีดอกไม้สีขาวให้เราเห็นมาจนทุกวันนี้ด้วยเช่น กัน...