วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553
<50119165> งานที่ 5 กลยุทธ์ร้านโชว์ห่วย และ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิสัยทัศน์
เขียนโดย i เอ๋อ ที่ 00:34สิ่งที่เป็นกลยุทธ์ของผู้ประกอบ ประเด็น ที่ผู้เขียนชี้ให้เห็น คือว่า ถ้าหากร้านดังกล่าวไม่มีการปรับตัวเองให้เข้าสภาวการณ์ในปัจจุบันที่เน้นการ บูรณาการ การใช้พื้นที่ร่วมกัน การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รับรองได้เลยว่า จะเป็นเหมือนกับที่ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับใกล้อวสานร้านโชว์ห่วย ซึ่งการปรับปรุงดำเนินการดังกล่าวร้ายก๋วยเตี๋ยวก็ได้รับประโยชน์จากการใช้ พื้นที่ร่วมกันด้วย เพราะสามารถได้ลูกค้าเพิ่มเติมจากที่เข้าซื้อสินค้า และลูกค้าที่กินก๋วยเตี๋ยวก็สามารถสนใจที่จะซื้อสินค้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น หลักของผู้ประกอบการ คือ จะต้องปรับตัวเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงโดยเน้นการบูรณาการในทุกๆ ด้าน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการจัดการ ดังต่อไปนี้
จุดแข็ง
• ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อลูกค้า
• รู้ความต้องการของลูกค้า
• ลูกค้าซื้อสินค้าเงินเชื่อได้
• ลูกค้าสามารถต่อรองราคาได้
• ทำเลที่ตั้งที่อยู่ในชุมชน
• ความหลากหลายของสินค้า
จุดอ่อน
• ระบบการบริหารงาน
• ระบบการจัดการ
• ความสามารถในการแข่งขัน
• มาตรฐานของการบริการ
• ปริมาณซื้อน้อย ต้นทุนสูง
• แหล่งเงินทุน
• แหล่งสินค้า
• ข้อมูลข่าวสาร/ความรู้/เทคโนโลยี
โอกาส
• นโยบายสนับสนุนของภาครัฐ
อุปสรรค
• แหล่งเงินทุน
• แหล่งสินค้า
• ข้อมูลข่าวสาร/ความรู้/เทคโนโลยี
ปัญหา สำคัญของธุรกิจค้าปลีกปัจจุบัน ประกอบด้วย ปัญหาการแข่งขันไม่เป็นธรรม การขยายตัวกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบต่อเนื่อง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ประกอบการร้านโชห่วย ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก และกิจการที่เกี่ยวข้อง ทั้งยี่ปั๊วและซาปั๊ว ที่ยังไม่มีการปรับตัว
ประการสำคัญที่ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้ คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย การเสริมศักยภาพธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก ที่ล้วนเป็นของคนไทย ให้เข้มแข็ง ท่ามกลางกระแสการตลาดที่อาจจะเกิดการฮั้วกันได้ระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ เพียงไม่กี่ราย จึงสมควรที่จะได้รับการแก้ไขโดยด่วน
จากการร่วมมือของทุก ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ส่วนมาตรการและกฎหมายจัดระเบียบค้าปลีก หรือภาคเอกชน ส่วนให้ความสำคัญปรับปรุงตนเองของเถ้าแก่ร้านค้าโชห่วย
แต่ควรเป็นไปบน พื้นฐานการเสริมสร้างศักยภาพ มิใช่จำกัดบทบาทการค้า กล่าวคือผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าโชห่วย หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ยังคงต้องให้ความสำคัญ หรือไม่หยุดยั้ง ที่จะปรับปรุงศักยภาพ และมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางการแข่งขัน
ตราบ ใดที่ธุรกิจค้าปลีกยังคงเป็นตลาดแข่งขันเสรี และมีความเป็นธรรมทางการค้า สังคม อันประกอบด้วย ผู้บริโภค ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง และผู้ผลิต ย่อมได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากภาวะแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานของตลาด ไม่เอื้ออำนวย การปรับปรุงกฎหมาย ตลอดจนกฎระเบียบ ซึ่งเป็นเสมือนกฎกติกาการค้า จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยเติบโต และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เขียนโดย Nootuy ที่ 6:39 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น
Klowledge is knowing a fact.Wisdom is knowing what to do with that fact.So,please explain how to differ anong Klowledge, Wisdom and Vision.
องค์ความรู้ ( Knowledge)
ความ รู้ คือความเข้าใจในเรื่องบางเรื่อง หรือสิ่งบางสิ่ง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงความสามารถในการนำสิ่งนั้นไปใช้เพื่อเป้าหมายบางประการ ความสามารถในการรู้บางอย่างนี้เป็นสิ่งสนใจหลักของวิชาปรัชญา (ที่หลายครั้งก็เป็นเรื่องที่มีการโต้เถียงอย่างมาก) และมีสาขาที่ศึกษาด้านนี้โดยเฉพาะเรียกว่าญาณวิทยา (epistemology) ความรู้ในทางปฏิบัติมักเป็นสิ่งที่ทราบกันในกลุ่มคน และในความหมายนี้เองที่ความรู้นั้นถูกปรับเปลี่ยนและจัดการในหลาย ๆ แบบ
ความ รู้คือ สิ่งที่มนุษย์สร้าง ผลิต ความคิด ความเชื่อ ความจริง ความหมาย โดยใช้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ตรรกะ แสดงผ่านภาษา เครื่องหมาย และสื่อต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เป็นไปตามผู้สร้าง ผู้ผลิตจะให้ความหมาย
ความรู้มีโครงสร้างอยู่ 2 ระดับ คือ โครงสร้างส่วนบนของความรู้ ได้แก่ Idea ปรัชญา หลักการ อุดมการณ์ โครงสร้างส่วนล่างของความรู้ ได้แก่ ภาคปฏิบัติการของความรู้ ได้แก่องค์ความรู้ที่แสดงในรูปของ ข้อเขียน สัญญะ การแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศิลปะ การเดินขบวนทางการเมือง โครงสร้างส่วนล่างของความรู้ มีโครงสร้างระดับลึกคือ ความหมาย (significant)
ความรู้และอำนาจ เป็นสิ่งเดียวกัน เพราะถูกผลิต และ เคลือบไว้ภายใต้รูปแบบ 2 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบที่แสดงออกถึงความรุนแรง ได้แก่ ความรู้ทางด้านการปราบปราม การทหาร การควบคุมนักโทษ อาชญวิทยา การสงคราม จิตเวชศาสตร์ 2. รูปแบบที่แสดงออกถึงความไม่รุนแรง แต่แฝงไว้ด้วยความรุนแรง ได้แก่ ความรู้ทางด้านสื่อสารมวลชน การโฆษณา การตลาด ทฤษฎีบริหารธุรกิจ ทฤษฎีทางการเมือง ความรู้ทางการศึกษา การพัฒนาและทุกสิ่ง ที่ใช้การครอบงำความคิด ผ่านปฏิบัติการทางการสร้างความรู้เพื่อ กีดกัน/เบียดขับ/ควบคุม มนุษย์
ภูมิปัญญา (Wisdom)
ภูมิปัญญา เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้เรียนรู้ สั่งสม และทดลองใช้ จนเกิดเป็นแบบแผนที่มีคุณค่าในการดำเนินชีวิต โดยมีการถ่ายทอดกันสืบต่อมา ภูมิปัญญานั้นรวมความไปถึงทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรความรู้ ซึ่งมนุษย์ได้สร้างสรรค์ไว้เพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติ ทางสังคม ภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนแก้ปัญหาได้ และสร้างสรรค์อารยธรรมได้อย่างมีดุลยภาพกับสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญานั้นไม่ได้เกิดมาอย่างเป็นเอกเทศ แต่มีการแลกเปลี่ยนเลือกเฟ้น และปรับใช้ ภูมิปัญญาจากต่างกลุ่มอารยธรรมตลอดมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญา ท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัง คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้
1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา
2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม
3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน
4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน
5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่น
6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม
7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน
8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน
9. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม
10. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
วิสัยทัศน์ (Vision)
วิสัย ทัศน์ หมายถึง การมองภาพอนาคตของผู้นำและสมาชิกในองค์กร และกำหนดจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงกับภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อเข้าด้วยกัน แล้วมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการจุดหมายปลายทางที่ต้องการ จุดหมายปลายทางดังกล่าวต้องชัดเจน ท้าทาย มีพลังและมีความเป็นไปได้
ความสำคัญของวิสัยทัศน์
1. ช่วยกำหนดทิศทางที่จะดำเนินชีวิตหรือกิจกรรมองค์กร โดยมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน
2. ช่วยให้สมาชิกทุกคนรู้ว่า แต่ละคนมีความสำคัญต่อการมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทาง และรู้ว่าจะทำอะไร (What) ทำไมต้องทำ (Why) ทำอย่างไร (How) และทำเมื่อใด (When)
3. ช่วยกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนมีความรู้สึกน่าสนใจ มีความผูกพัน มุ่งมั่นปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ ท้าท้าย เกิดความหมายในชีวิตการทำงาน มีการทำงานและมีชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมายด้วยความภูมิใจ และทุ่มเทเพื่อคุณภาพของผลงานที่ปฏิบัติ
4. ช่วยกำหนดมาตรฐานของชีวิต องค์กร และสังคมที่แสดงถึงการมีชีวิตที่มีคุณภาพ องค์กรที่มีคุณภาพ และสังคมที่เจริญก้าวหน้ามีความเป็นเลิศในทุกด้าน
ลักษณะของวิสัยทัศน์ที่ดี
1. มีมุมมองแห่งอนาคต (Future perspective) สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และค่านิยมขององค์กร รวมทั้งวัตถุประสงค์และภารกิจขององค์กรนั้น ๆ
2. ริเริ่มโดยผู้นำและสมาชิกมีส่วนร่วมคิดและให้การสนับสนุน (Share and Supported) มีความน่าเชื่อถือ ทุกคนเต็มใจที่จะปฏิบัติตาม การมีส่วนร่วมของสมาชิกจะก่อให้เกิดความผูกพัน (Commitment) ร่วมกัน และทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุน
3. มีสาระครบถ้วนและชัดเจน (Comprehensive & Clear) สะท้อนให้เห็นถึงจุดหมายปลายทางและทิศทางที่จะก้าวไปในอนาคตที่ทุกคนเข้าใจ ง่าย สามารถทำให้สำเร็จได้ตรงตามเป้าหมาย สาระต่างๆ จะช่วยกระตุ้น ท้าทายความสามารถและความรู้สึกนึกคิดของบุคลากรที่จะปฏิบัติงาน
4. ให้ความฝันและพลังดลใจ (Positive & Inspiring) ท้าท้าย ทะเยอทะยาน สามารถปลุกเร้า และสร้างความคาดหวังที่เป็นสิ่งพึงปรารถนาที่มองเห็นได้ นั่นคือ มีเส้นทางที่ท้าท้ายความสามารถ
5. มีแผนปฏิบัติที่แสดงให้เห็นวิธีการที่มุ่งสู่จุดหมายชัดเจน และเมื่อปฏิบัติตามแล้วจะให้ผลคุ้มค่า ในอนาคต ทั้งในด้านบุคคลและองค์กร ทั้งนี้ จะต้องมีความสอดคล้องกับจุดหมายปลายทางที่กำหนดเป็น วิสัยทัศน์




